นวดแล้วทำไมยังปวด? 7 สาเหตุที่หลายคนมองข้าม
เคยไหม? นวดแล้วแต่ยังปวดคอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง หรือปวดกล้ามเนื้อเหมือนเดิม บางครั้งนวดเสร็จใหม่ ๆ รู้สึกสบายตัวขึ้น แต่ผ่านไปไม่นานอาการปวดกลับมาอีก
หลายคนจึงสงสัยว่า
“นวดแล้วทำไมยังปวด?”
หรือ “นวดบ่อยแล้วทำไมอาการปวดไม่หาย?”
ความจริงคือ การนวดสามารถช่วยคลายความตึงของกล้ามเนื้อและลดความไม่สบายตัวได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าอาการปวดทุกประเภทจะเกิดจากกล้ามเนื้อตึงเพียงอย่างเดียว
หากต้องการแก้ปัญหาให้ตรงจุด สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่า อาการปวดเกิดจากอะไร และร่างกายกำลังส่งสัญญาณอะไรให้เรา
นวดแล้วทำไมยังปวด?
สาเหตุที่นวดแล้วอาการปวดยังกลับมา อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ ไปจนถึงปัญหาที่ไม่ควรใช้การนวดเป็นวิธีหลักในการดูแล
ลองเช็ก 7 สาเหตุที่พบได้บ่อยต่อไปนี้
1. ยังใช้กล้ามเนื้อในท่าเดิมซ้ำ ๆ
หากต้นเหตุของอาการปวดมาจากพฤติกรรมที่ทำซ้ำทุกวัน การนวดเพียงครั้งเดียวอาจช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายได้ชั่วคราว แต่เมื่อกลับไปทำพฤติกรรมเดิม อาการก็สามารถกลับมาได้
ตัวอย่างเช่น
- นั่งทำงานหน้าคอมนานหลายชั่วโมง
- ใช้โทรศัพท์เป็นเวลานาน
- นั่งหลังค่อม
- ใช้เมาส์หรือคีย์บอร์ดต่อเนื่อง
- ขับรถเป็นเวลานาน
- ยกของหรือใช้แขนซ้ำ ๆ
- โดยเฉพาะคนที่มี ออฟฟิศซินโดรม หากยังนั่งทำงานท่าเดิมตลอดวัน แม้จะนวดจนกล้ามเนื้อคลายแล้ว ก็มีโอกาสกลับมาตึงและปวดอีกได้
ดังนั้น การนวดควรทำควบคู่กับการปรับท่าทางและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน2. กล้ามเนื้อตึงสะสมมานานหากปล่อยให้อาการปวดคอ บ่า ไหล่ หรือหลังสะสมเป็นเวลานาน กล้ามเนื้ออาจเกิดความตึงต่อเนื่องจนรู้สึกปวดหรือเมื่อยง่ายกว่าปกติบางคนอาจรู้สึกว่า- ตื่นมาก็ปวด
- นั่งทำงานไม่นานก็เมื่อย
- ปวดสะบักเป็นประจำ
- คอและไหล่แข็งตึง
- นวดแล้วดีขึ้น แต่กลับมาปวดอีกในไม่กี่วัน
- กรณีนี้อาจต้องใช้เวลาในการดูแลมากกว่าการนวดเพียงครั้งเดียว
การนวดที่เหมาะสมอาจช่วยคลายความตึงของกล้ามเนื้อได้ แต่ควรปรับความถี่และเทคนิคให้เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคน แทนที่จะเพิ่มน้ำหนักการนวดให้แรงขึ้นเรื่อย ๆ3. นวดไม่ตรงกับสาเหตุของอาการปวดนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่หลายคนมองข้ามจุดที่ปวดอาจไม่ใช่จุดที่เป็นต้นเหตุของปัญหาตัวอย่างเช่น อาการปวดบริเวณหัวไหล่อาจเกี่ยวข้องกับความตึงของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า สะบัก หรือการใช้งานแขนซ้ำ ๆดังนั้นการกดเฉพาะบริเวณที่ปวดแรง ๆ อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวการเลือกโปรแกรมนวดจึงควรพิจารณาจาก- ตำแหน่งที่มีอาการ
- ลักษณะของอาการปวด
- พฤติกรรมการใช้ร่างกาย
- ระยะเวลาที่มีอาการ
- ความหนักเบาที่ร่างกายรับได้
- การนวดที่ดีไม่ใช่การนวดแรงที่สุด แต่คือการนวดที่เหมาะกับร่างกายที่สุด
4. หลังนวดกลับไปใช้งานร่างกายหนักทันทีหลังการนวด โดยเฉพาะการนวดที่เน้นคลายกล้ามเนื้อ หากกลับไปออกกำลังกายหนัก ยกของหนัก หรือใช้กล้ามเนื้อบริเวณเดิมอย่างต่อเนื่องทันที อาจทำให้รู้สึกเมื่อยหรือตึงกลับมาได้หลังนวดจึงควร- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- พักผ่อนให้เหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการใช้งานกล้ามเนื้อหนักทันทีหากร่างกายยังล้า
- สังเกตอาการของตัวเองหลังการนวด
หากต้องการนวดหลังออกกำลังกาย ก็ควรแจ้งประเภทกีฬาและระดับการใช้งานกับหมอนวด เพื่อให้สามารถเลือกเทคนิคและน้ำหนักได้เหมาะสม
5. นวดแรงเกินไป ไม่ได้แปลว่าจะหายเร็วขึ้นหลายคนมีความเชื่อว่า“ยิ่งนวดแรง ยิ่งหายปวด”แต่ความจริงไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นการกดแรงเกินกว่าที่ร่างกายรับไหวอาจทำให้เกิดความเจ็บหรือระบมหลังนวดได้ โดยเฉพาะบริเวณที่มีความตึงมากหรือร่างกายกำลังอ่อนล้าหากระหว่างนวดรู้สึกว่า- เจ็บจนเกร็ง
- ต้องกลั้นหายใจ
- เจ็บแปลบ
- รู้สึกไม่สบายผิดปกติ
- ควรแจ้งหมอนวดทันทีเพื่อปรับน้ำหนักและเทคนิค
การนวดที่ดีควรทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ไม่ใช่ต้องทนเจ็บเพื่อให้รู้สึกว่า “นวดถึง”6. อาการปวดอาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียวนี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งอาการปวดอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่น เช่น การบาดเจ็บของเอ็น ข้อต่อ เส้นประสาท หรือภาวะบางอย่างที่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ตัวอย่างอาการที่ไม่ควรพยายามแก้ด้วยการนวดเพียงอย่างเดียว ได้แก่ปวดรุนแรงหลังเกิดอุบัติเหตุ- แขนอ่อนแรง
- มีอาการชา
- ยกแขนไม่ได้
- ปวดร้าวลงแขนหรือขา
- มีอาการบวม แดง หรือมีไข้
- อาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
- ปวดต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ดีขึ้น
- หากมีอาการเหล่านี้ ควรหยุดการนวดและพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดก่อน
การนวดไม่ควรถูกใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาทางการแพทย์7. ร่างกายอาจต้องการการดูแลมากกว่าการนวดเพียงครั้งเดียวหากมีอาการปวดจากการใช้งานร่างกายเป็นประจำ การนวดเพียงครั้งเดียวอาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นต้นเหตุการดูแลที่เหมาะสมอาจต้องประกอบด้วยหลายอย่าง เช่น- ปรับท่าทางในการทำงาน
- ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30–60 นาที
- ยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำ
- ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรง
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- เลือกการนวดให้เหมาะกับอาการ
- หากมีอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน
มองง่าย ๆ คือ การนวดอาจเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล แต่ไม่ควรเป็นคำตอบเดียวสำหรับทุกอาการปวดแล้วนวดแบบไหนถึงจะเหมาะกับอาการของเรา?การเลือกโปรแกรมนวดควรเริ่มจากการดูว่า “เราปวดจากอะไร” มากกว่าดูว่าโปรแกรมไหนนวดแรงที่สุดปวดคอ บ่า ไหล่ สะบัก จากการทำงาน >> เหมาะกับ Office Syndrome Therapyที่ HIRAN มีการประคบอุ่นไฟฟ้าก่อนนวด เพื่อช่วยให้บริเวณกล้ามเนื้อรู้สึกผ่อนคลาย จากนั้นจึงใช้เทคนิคการนวดและรีดเส้นตามบริเวณที่มีความตึง พร้อมปรับน้ำหนักให้เหมาะกับแต่ละคนเหมาะกับผู้ที่มีอาการ เช่น- คอ บ่า ไหล่ตึง
- ปวดสะบัก
- นั่งหน้าคอมนาน
- ใช้โทรศัพท์หรือทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน
เมื่อยล้าจากการใช้งานร่างกาย >> เลือก นวดไทยออยล์รีดเส้นเป็นการผสมผสานการนวดรีดเส้นกับน้ำมันและยาหม่อง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคลายกล้ามเนื้อและความเมื่อยล้าจากการทำงานหรือการใช้ร่างกายต้องการพักผ่อนและผ่อนคลายทั้งร่างกาย>>เลือก นวดอโรม่าเน้นบรรยากาศที่ผ่อนคลายและการนวดที่นุ่มนวลกว่า เหมาะสำหรับคนที่มีความเครียด ต้องการพักจากการทำงาน หรือต้องการใช้เวลาอยู่กับตัวเองในห้องส่วนตัวกล้ามเนื้อตึงสะสมและชอบความอบอุ่น >> นวดบำบัดหินเบียนอุ่นไฟฟ้า
เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ โดยใช้ความร้อนร่วมกับเทคนิคการนวด เพื่อช่วยให้บริเวณกล้ามเนื้อที่ตึงรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นนวดแล้วปวดมากขึ้น ควรกังวลไหม?หลังนวดบางคนอาจรู้สึกเมื่อยหรือตึงเล็กน้อยได้ โดยเฉพาะหลังการนวดที่เน้นกล้ามเนื้อหรือบริเวณที่มีความตึงสะสมแต่ถ้ามีอาการ ปวดรุนแรง เจ็บแปลบ บวม ชา อ่อนแรง หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ไม่ควรฝืนหรือกลับไปนวดซ้ำเพื่อหวังให้อาการหายควรหยุดพักและพิจารณาปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสาเหตุสรุป นวดแล้วทำไมยังปวด?การที่ นวดแล้วอาการปวดยังกลับมา ไม่ได้หมายความว่าการนวดไม่ได้ผลเสมอไป แต่อาจหมายความว่ายังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้กล้ามเนื้อกลับมาตึงหรือยังไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ7 สาเหตุที่ควรนึกถึง ได้แก่- ยังใช้กล้ามเนื้อในท่าเดิมซ้ำ ๆ
- กล้ามเนื้อตึงสะสมมานาน
- เลือกการนวดไม่ตรงกับสาเหตุ
- กลับไปใช้งานร่างกายหนักทันทีหลังนวด
- นวดแรงเกินไป
- อาการอาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว
- ร่างกายอาจต้องการการดูแลต่อเนื่องมากกว่าการนวดครั้งเดียว
ดูแลอาการปวดคอ บ่า ไหล่ และกล้ามเนื้อกับ HIRANที่ HIRAN Organic & Natural Massage เราให้ความสำคัญกับการสอบถามและประเมินอาการก่อนเริ่มบริการ เพื่อช่วยเลือกโปรแกรมและปรับน้ำหนักการนวดให้เหมาะกับแต่ละบุคคลไม่ว่าจะเป็น Office Syndrome Therapy, นวดไทยออยล์รีดเส้น, นวดอโรม่า หรือ Bian Stone Therapy สามารถแจ้งอาการกับแอดมินก่อนจองได้ หากไม่แน่ใจว่าควรเลือกโปรแกรมไหนเพราะบางครั้งสิ่งที่ร่างกายต้องการอาจไม่ใช่ “การนวดที่แรงขึ้น”แต่อาจเป็น การนวดที่เหมาะกับสาเหตุมากขึ้นHIRAN Organic & Natural Massageโครงการ T-PARK พุทธมณฑลสาย 2 (ชั้น 2)เปิดทุกวัน 10.00–21.00 น.โทร: 098-654-5596LINE: @Hiranmassage